อาณาจักรบาบิโลน

อาณาจักรบาบิโลน

นครบาบิโลนนั้นตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส (Tigris) และยูเฟรทีสตอนล่าง (Euphrates) ซึ่งปัจจุบันคือดินแดนส่วนใหญ่ของประเทศอิรัก อย่างที่เราเกริ่นไปตอนต้นว่าที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นคำกรีกโบราณ (meso = กลาง + potamia = แม่น้ำ) จึงมีความหมายว่า “ดินแดนระหว่างแม่น้ำ (ไทกริสกับยูเฟรทีส)” ด้วยภูมิประเทศแบบนี้เองจึงทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม ผู้คนจากหลากหลายอาณาจักรล้วนเดินทางมายังดินแดนบริเวณนี้เพื่อทำมาหากิน และสร้างอารยธรรมของตัวเอง

เฮอรอโดทัส (Herodutus) บิดาแห่งประวัติศาสตร์ชาวกรีก บันทึกไว้ว่า นครบาบิโลนมีพื้นที่ 630 ตารางกิโลเมตร มีอาคารที่สร้างด้วยอิฐดินสีน้ำตาลขุ่น เพราะได้จากการขุดดินโคลนมาทำ เมืองมีกำแพงล้อมยาว 100 กิโลเมตร และหนา 7 เมตร กำแพงมีประตูที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ 100 บาน สำหรับประชาชนในการเข้า-ออกเมือง และมีประตูสำคัญที่สุดคือ ประตูอิชทาร์ (Ishtar Gate) ที่สูง 23 เมตร ประดับด้วยกระเบื้องสีน้ำเงินเรียงกันเป็นรูปสัตว์ชื่อ mushhushshu ที่มีศีรษะเป็นมังกร ลำตัวเป็นวัว สองขาหน้าเป็นขาแมว สองขาหลังเป็นขานกอินทรีย์ และมีหางเป็นหางแมงป่อง

การล่มสลายของจักรวรรดิบาบิโลน (เก่า)

ก็เป็นดั่งเช่นอาณาจักรใหญ่ที่อื่นของโลก เมื่ออาณาจักรบาบิโลนเริ่มอ่อนแอลง ก็ถูกชาวฮิตไทต์ (Hittite) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1,590 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาพวกฮิตไทต์ก็เสียอำนาจให้แก่พวกคัสไซต์ และเข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี

กระทั่ง 612 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึงเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีส ก็สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่ขึ้นมา และเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดอีกครั้ง

พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (Nebuchadnezzar II) กษัตริย์แห่งอาณาจักรบาบิโลนใหม่

พระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 (605-562 ปีก่อนคริสตกาล) บาบิโลนในยุคของพระองค์เป็นยุคที่เรืองอำนาจมาก มีอาณาเขตตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจนถึงทะเลแดง และอ่าวเปอร์เซีย กองทัพของพระองค์มีชัยเหนืออียิปต์ ตลอดจนเข้าทำลายกรุงเยรูซาเลม และกวาดต้อนชาวอิสราเอลไปยังบาบิโลนถึง 40,000 คนเลยทีเดียว

ในยุคสมัยของพระองค์นั้น ยังมีสิ่งก่อสร้างที่เป็นผลงานสถาปัตยกรรมระดับโลก นั่นคือ สวนลอยแห่งบาบิโลน (Hanging Garden of Babylon) ที่เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อพระสนม Amytis จะได้ทรงคลายความคิดถึงที่มีต่อบ้านเกิด

สวนลอยแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินสูงที่ถูกแบ่งออกเป็นชั้นๆ มีระบบชลประทานชักน้ำจากแม่น้ำยูเฟรตีส ไปทำเป็นน้ำตกและนำไปเลี้ยงต้นไม้ตลอดปี น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่ปรากฏหลักฐานหรือแม้แต่ซากปรักให้เห็น แต่คาดว่าน่าจะอยู่บริเวณเดียวกับกรุงบาบิโลน เมืองมาฮาวีล (Mahaweel) ประเทศอิรัก

ตำนานหอคอยบาเบล เมืองบาบิโลน​ใน​พระคัมภีร์ไบเบิล

ในพระคัมภีร์ไบเบิลบทปฐมกาล 11 (Genesis 11) นั้นบันทึกไว้ว่า แรกเริ่มเดิมทีมนุษย์เราพูดจาภาษาเดียวกันทั้งหมด และได้พยายามที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างที่สูงเทียมฟ้าขึ้นมาในนครแห่งหนึ่ง เมื่อมนุษย์สื่อสารด้วยภาษาเดียวกันจึงทำให้พวกเขาเข้าใจกันได้เป็นอย่างดี มนุษย์จึงสามารถทำได้ทุกสิ่งที่ต้องการ เมื่อพระเจ้าเห็นดังนั้นจึงเข้ามาแทรกแซงด้วยการทำให้มนุษย์พูดกันคนละภาษาเสีย ในที่สุดมนุษย์ทั้งหลายก็กระจัดกระจายออกไปทั่วแผ่นดิน และเลิกล้มความตั้งใจที่จะสร้างเมืองและสิ่งปลูกสร้างสูงเทียมฟ้าไป

พระคัมภีร์บทปฐมกาล 11ให้ข้อมูลไว้ว่า หอคอยบาเบลนี้อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า ชินาร์ (Shinar) ซึ่งเป็นคำเรียกโดยทั่วไปของดินแดนเมโสโปเตเมีย ซึ่งอาณาจักรที่มีอารยธรรมรุ่งเรืองถึงขีดสุดในบริเวณนี้เห็นจะมีเพียงบาบิโลนนี่เอง อีกทั้งคำว่า “ชินาร์” ยังปรากฏในพระคัมภีร์บทอื่นๆ อีกหลายครั้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ชี้ไปหาเมืองบาบิโลนทั้งสิ้น

นักโบราณคดีเองก็พยายามตามหาที่ที่คาดว่าน่าจะเป็นหอคอยบาเบล สุดท้ายพบว่ามีอาคารแห่งหนึ่งที่เค้าเข้าว่าจะใช่มากที่สุด ก็คือซิกกูแรต (Ziggurat) ที่ชื่อว่า อี-เตเมน-อันกิ (Etemenanki) ที่ชื่อแปลได้ว่า “บ้านแห่งรากฐานของสวรรค์บนพื้นโลก”ซิกกูแรตนั้นเป็นมหาวิหารของชาวเมโสโปเตเมีย ทรงคล้ายพีระมิดขั้นบันได มีหลายชั้นซ้อนขึ้นไป บ้างก็ว่าอาจสูงได้ถึง 7 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นวิหารสำหรับบูชาเทพเจ้ามาร์ดุค ซึ่งเป็นเทพอุปถัมภ์หลักของนครบาบิโลน

ทั้งยังมีหลักฐานจากศิลาจารึกที่สลักขึ้นในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 ว่าในยุคนี้มีการบูรณะขนานใหญ่เกิดขึ้น (สวนลอยยังสร้างมาแล้ว หอคอยก็คงไม่ยาก) ในภาพสลักบนศิลาแสดงภาพพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 และซิกกูแรต 7 ชั้น พร้อมอักษรลิ่มสลักเอาไว้ ได้ความว่า “เนบูคัดเนซซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลน ได้บูรณะวิหารอีเตเมนอันกิ และวิหารอีอูร์เมอีมินอันกิ (E-ur-me-imin-anki) จนสมบูรณ์ ข้าได้ระดมแรงงานมาจากทั่วทุกสารทิศ จากเมดิเตอร์เรเนียนจดอ่าวเปอร์เซีย “