สารคดีพญามัจฉา

สารคดีพญามัจฉา นอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดา ลึกลงไปใต้ผิวน้ำสามสิบเมตร เสียง ปัง ดังก้องไปทั่วท้องน้ำ ตามด้วยเสียง ปัง อีกคำรบ ราวกับเสียงพลุแตกแว่วมาแต่ไกล เสียงที่ว่าดังมาจากซากเรืออับปาง ต้นตอนั้นอยู่ลึกลง

สารคดีพญามัจฉา

 พญามัจฉา

ไปใต้ท้องเรือซึ่งแตกเป็นช่อง นั่นคือปลาขนาดใหญ่โตมากกว่าสิบตัวที่ส่งเสียงอึกทึกครึกโครม

ปลาเก๋ายักษ์แอตแลนติกเหล่านี้ชอบรวมฝูงกันตามซากเรืออับปางและแนวปะการัง เพื่อหาอาหารและพบปะกัน ด้วยน้ำหนักตัวที่อาจสูงถึง

360 กิโลกรัม และยาวร่วมสามเมตร พวกมันประกาศการปรากฏตัวให้สิ่งมีชีวิตใกล้เคียงรับรู้ด้วยการบีบกระเพาะลมหรือถุงลม ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยในการลอยตัวจนเกิดเสียงดัง ปัง ปัง ปัง!

ปลาเก๋ายักษ์แอตแลนติก (Epinephelus itajara) เคยมีอยู่มากมายและแพร่กระจายมากกว่าทุกวันนี้มาก พวกมันนับหมื่นๆ ตัวอาศัยอยู่ในน่านน้ำทางตอนใต้ของสหรัฐฯ แถบแคริบเบียน และบราซิล ทว่าหลังจากตกเป็นเหยื่อของ

ฉมวกและคมเบ็ดคราวละเต็มลำเรือติดต่อกันนานหลายปี จำนวนของพวกมันก็ลดฮวบฮาบลงจนไม่ทราบแน่ชัดว่าเหลือเท่าใด บางทีอาจไม่ถึงหนึ่งพันตัวก็เป็นได้ ปัจจุบัน ประชากรปลาเก๋ายักษ์ในฟลอริดาฟื้นตัวขึ้น ชาวประมง นักชีววิทยา

และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงถกเถียงกันว่า พวกมันมีจำนวนมากพอที่จะเพิกถอนสถานะที่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายแล้วหรือยัง

คริส เคนิก จากมหาวิทยาลัยฟลอริดาสเตต จับปลาเก๋ายักษ์มานานหลายสิบปีแล้ว เขาตกและเย่อพวกมันขึ้นเรือลำเล็กๆ เพื่อวัดขนาด ตัดปลายครีบที่เป็นกระดูกอ่อนเพื่อเก็บดีเอ็นเอและตรวจหาอายุ เก็บตัวอย่างจากกระเพาะเพื่อศึกษา

อาหารที่กิน ตลอดจนตรวจสอบอวัยวะสืบพันธุ์เพื่อหาร่องรอยการวางไข่ จากนั้นจึงติดแท็กหรือแถบติดตามตัวไว้ใต้ผิวหนัง ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะช่วยกันดันปลากลับสู่ท้องทะเล การติดตามปลาที่จับได้แล้วปล่อยไปเหล่านี้

ทำให้เคนิกสามารถรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และเวลาที่พวกมันปรากฏตัว รวมทั้งสุขภาพของปลาแต่ละตัวด้วย

พฤติกรรมของพวกมันเองมีส่วนทำให้จำนวนประชากรลดลงเช่นกัน เคนิกบอกว่า “ปกติแล้วปลาชนิดนี้แทบไม่ว่ายไปไหนเลยครับ พวกมันอ้อยอิ่งอยู่เหนือแนวปะการัง” เพราะมีทั้งอาหารและแหล่งหลบภัยเหลือเฟือ ด้วยเหตุนี้

ปลาเก๋ายักษ์จึงเป็นเหมือนเป้านิ่งดีๆ นี่เอง แฟรงก์ แฮมเมตต์ วัย 86 ปี เล่าว่า “เราเคยใช้ปืนฉมวกยิงปลาเก๋ายักษ์กันครับ ในพาล์มบีช คุณมองเห็นพวกมันอยู่นิ่งๆใต้น้ำลึก 30 เมตร แต่ละจุดน่าจะมีปลาสักร้อยตัวเห็นจะได้ ผมจะยิงหนึ่งหรือสองตัว ได้ราคากิโลละ 16 เซ็นต์ ทำอย่างนั้นอยู่ 15 ปี หรือไม่ก็นานกว่านั้นครับ”

พอถึงปี 1990 มีการระบุว่าปลาเก๋ายักษ์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ จึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ประชากรปลาเก๋ายักษ์ค่อยๆ ฟื้นตัวตั้งแต่นั้นมา และดึงดูดนักดำน้ำสกูบาผู้หลงใหลการ

ได้แหวกว่ายไปกับปลาร่างยักษ์ แต่ไม่มีพิษมีภัย การฟื้นตัวครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นนอกชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐฟลอริดา ที่ซึ่งป่าชายเลนอันเป็นแหล่งอนุบาลปลาวัยเยาว์ยังคงหนาแน่น

สิ่งที่เกิดตามมาเป็นเรื่องที่พอจะคาดเดาได้ในวงการอนุรักษ์ กล่าวคือความเห็นเรื่องปลาเก๋ายักษ์แตกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน การที่ปลาเก๋ายักษ์ในถิ่นกระจายพันธุ์ส่วนใหญ่ยังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ ทำให้พวกมันยังคงเป็น “ของต้องห้าม” ตามกฎหมายในฟลอริดา

กระนั้น ชาวประมงหลายคนยืนกรานว่า ปลาชนิดนี้ฟื้นจำนวนขึ้นเป็นกองทัพ และยังโอดครวญว่าเจ้าปลายักษ์คอยก่อกวนการทำมาหากิน จิม ทอมัส ชาวประมงเชิงพาณิชย์และมัคคุเทศก์ ร้องเรียนว่า “เราเห็นปลาเก๋ายักษ์

ฉกฉวยปลาเก๋าและปลากะพงที่จับได้ตามกฎหมายไปจากเบ็ดราวของพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วยังมีกุ้งล็อบสเตอร์อีก ต้องบอกว่าสูญเปล่ามากครับ” เขาเป็นหนึ่งในหลายๆ คนที่ต้องการให้มีการตกปลาเก๋ายักษ์

เคนิกโต้ข้อกล่าวหาที่ว่า ปลาเก๋ายักษ์หากินกับหยาดเหงื่อของชาวประมง โดยยกผลการศึกษาหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า ปลาเก๋ายักษ์ที่อุ้ยอ้ายหากินกับเหยื่อขนาดเล็กและเชื่องช้า (อาหารกว่าครึ่งของพวกมันคือปู ไม่ใช่กุ้งล็อบสเตอร์)

เขาชี้ว่า การออกใบอนุญาตให้จับปลาเก๋ายักษ์ในฟลอริดาซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวในภาพรวมได้ ปลาเหล่านี้ส่วนใหญ่จะอยู่ตามแนวปะการังน้ำตื้น โขดหิน และซากเรืออับปางเดิมๆ ของพวกมัน “เหมือนพวกติดบ้าน

นั่นแหละครับ ปลาเก๋ายักษ์ลังเลที่จะย้ายถิ่นอยู่แล้ว” เคนิกอธิบาย ดังนั้นหากคุณทำให้ประชากรในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นเบาบางลง ก็ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะโน้มน้าวให้ปลาเก๋ายักษ์ที่เหลือโยกย้ายไปอยู่ในที่ที่เพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ล้มหายตายจากไป และนั่นหมายถึงการฟื้นตัวจะไม่แพร่กระจายอย่างที่ควรจะเป็น

อนาคตของปลาเก๋ายักษ์ยังขึ้นอยู่กับแหล่งอนุบาลในป่าชายเลน ที่ซึ่งปลาวัยเยาว์อาศัยรากไม้ที่เกี่ยวกระหวัดกันไปมาเป็นที่หลบภัยกระทั่งอายุราวห้าปี ทว่าการพัฒนาตามแนวชายฝั่ง

กิจกรรมการเกษตร และมลพิษกำลังคุกคามถิ่นอาศัยในน่านน้ำตื้นเหล่านี้ ถึงที่สุดแล้ว ทั้งชาวประมงและนักชีววิทยา ตลอดจนเจ้าหน้าที่รัฐต่างมุ่งหวังในสิ่งเดียวกัน นั่นคือประชากร

ปลาเก๋ายักษ์ที่มากและแข็งแรงพอจะดึงดูดนักดำน้ำให้มาเยือน และประคับประคองตัวให้รอดพ้นจากการทำประมงในระดับหนึ่งได้โดยไม่ถึงกับสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ขณะที่การถกเถียงยังคงดำเนินต่อไป ปลาเก๋ายักษ์ที่พูดถึงกันอยู่ก็ยังคงส่งเสียงอื้ออึงใต้เกลียวคลื่น